กสิกรไทย กำไร 9 เดือน 4.06 หมื่นล้าน โต 3.43% รับรายได้ค่าธรรมเนียม-ลงทุนหนุน
กสิกรไทยเผยกำไรสุทธิ 9 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโต 21.51% ชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 8.87% พร้อมรักษาระดับ Coverage Ratio ที่ 177.90% ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและความเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวยังคงไม่กระจายตัวทั่วถึง (K-Shaped Recovery) โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับวัฏจักรปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนในกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่วนภาคครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัดจากค่าครองชีพและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 คาดว่ามาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่องของภาครัฐอาจช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ยังมีจำกัด เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น ทำให้การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมทำได้จำกัดกว่าช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังมีความเปราะบางและเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากผลกระทบน้ำท่วม ขณะที่ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกและต้นทุนการผลิตส่วนอื่นทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
กำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 12,720 ล้านบาท ลดลง 3.98%
ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 12,720 ล้านบาท ลดลง 527 ล้านบาท หรือ 3.98% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่ลดลงตามภาวะตลาดที่มีความผันผวน
รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอยู่ที่ 9,841 ล้านบาท ลดลง 550 ล้านบาท หรือ 5.29% จากภาวะตลาดในไตรมาสนี้และการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานใหม่ของการเก็บค่าธรรมเนียม ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 31,602 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน
ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ อยู่ที่ 19,892 ล้านบาท ลดลง 858 ล้านบาท หรือ 4.14% สะท้อนผลจากการดำเนินกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 41.75%
ขณะเดียวกัน ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 10,329 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 310 ล้านบาท หรือ 3.09% จากไตรมาสก่อน ตามหลักความระมัดระวังที่ธนาคารปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 177.90% เพิ่มขึ้นจาก 173.90% ในไตรมาสก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยงจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศที่ยังมีความผันผวนสูง
กำไร 9 เดือนโต 3.43% รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่ม 21.51%
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2569 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,348 ล้านบาท หรือ 3.43%
อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะอยู่ที่ 39,311 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในช่วง 9 เดือนอยู่ที่ 94,992 ล้านบาท ลดลง 9,247 ล้านบาท หรือ 8.87% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้า ส่งผลให้อัตราส่วนผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.89%
อย่างไรก็ดี ธนาคารสามารถชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงด้วยการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งอยู่ที่ 51,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,185 ล้านบาท หรือ 21.51% จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งแก่ลูกค้า การจัดการกองทุน การลงทุน และบริการประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ในช่วง 9 เดือนอยู่ที่ 59,922 ล้านบาท ลดลง 1,899 ล้านบาท หรือ 3.07% โดยมีอัตราส่วน Cost to Income Ratio อยู่ที่ 40.79% จากการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึง AI เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเพิ่มขีดความสามารถของธนาคารในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารคาดว่าค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้าย ตามปัจจัยฤดูกาลของการดำเนินธุรกิจ
ตั้งสำรอง 30,171 ล้านบาท รักษา Coverage Ratio 177.90%
ในช่วง 9 เดือนปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 30,171 ล้านบาท ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อรักษาระดับเงินสำรองให้เหมาะสมและรองรับความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่าง ๆ
อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.60% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของธนาคารสำหรับปี 2569 ที่กำหนดไว้ที่ 1.40%–1.60% ตามที่ธนาคารได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4,614,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55,768 ล้านบาท หรือ 1.22% เมื่อเทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินให้สินเชื่อสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ตามกลยุทธ์ขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบและกำหนดผลตอบแทนให้เหมาะสมกับความเสี่ยง
นอกจากนี้ เงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจากการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ขณะที่รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิลดลงจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร
สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ 3.18% ธนาคารจึงยังต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังและใกล้ชิด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ Coverage Ratio อยู่ที่ 177.90%
ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 19.77%
เดินหน้ากลยุทธ์ 3+1 และ Productivity รับมือเศรษฐกิจผันผวน
ธนาคารกสิกรไทยยังคงมุ่งเน้นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity ควบคู่กับกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญกับการเป็นธนาคารที่สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ พร้อมเคียงข้างลูกค้าเพื่อก้าวผ่านความท้าทายภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง
ธนาคารจะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุล ส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB